ในโลกแห่งความหรูหราและความมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรม มีโครงสร้างเพียงไม่กี่แห่งที่โดดเด่นเท่ากับ Burj Al Arab ในดูไบ
โรงแรมรูปทรงใบเรืออันตระการตาแห่งนี้ ตั้งตระหง่านอยู่บนเกาะเทียมของตนเอง เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงเมืองดูไบในยุคใหม่จากเมืองทะเลทรายสู่มหานครระดับโลก
แล้วสถานที่สำคัญอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และอะไรที่ทำให้มันมีความสำคัญอย่างมาก?
เรื่องราวของ Burj Al Arab เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เมื่อผู้ปกครองดูไบตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะกำหนดภาพลักษณ์ของเมืองใหม่ ชีคโมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัลมักทูม ซึ่งขณะนั้นเป็นมกุฎราชกุมารแห่งดูไบ ได้จินตนาการถึงโครงสร้างที่จะทำให้ดูไบเป็นที่รู้จักมากขึ้น อาคารแห่งนี้จะกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและนวัตกรรมในทันที
ด้วยความทะเยอทะยานนี้ แนวคิดในการสร้าง Burj Al Arab จึงถือกำเนิดขึ้น โรงแรมที่ไม่เพียงแต่มอบประสบการณ์ระดับเจ็ดดาวเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นประภาคารแห่งความยอดเยี่ยมด้านสถาปัตยกรรมอีกด้วย
การก่อสร้าง Burj Al Arab เริ่มต้นในปี 1994 และใช้เวลาถึง 5 ปีจึงจะแล้วเสร็จ โครงการอันทะเยอทะยานนี้ได้รับการนำโดย Tom Wright จาก WS Atkins ซึ่งเป็นบริษัทสถาปัตยกรรมของอังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องความเชี่ยวชาญในการออกแบบที่สร้างสรรค์
แรงบันดาลใจของ Wright มาจากรูปร่างของเรือใบแบบโดฮาว ซึ่งเป็นการยกย่องมรดกทางทะเลของดูไบ เขาตั้งเป้าที่จะสร้างอาคารที่สะท้อนทั้งอดีตของเมืองและแรงบันดาลใจในอนาคตของเมือง
การสร้างโรงแรมบนเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เกาะแห่งนี้สร้างขึ้นห่างจากชายฝั่งของหาดจูไมราห์ไป 280 เมตร โดยใช้เสาคอนกรีตและเหล็กที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยตอกลึกลงไปในทรายเพื่อให้เกิดความมั่นคง
ผู้รับเหมา วิศวกร และคนงานที่มีทักษะมากกว่า 3,000 คนทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อทำให้วิสัยทัศน์นี้กลายเป็นจริง ทุกส่วนของโครงสร้างได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจ ตั้งแต่ห้องโถงขนาดใหญ่ที่สูง 180 เมตรไปจนถึงโครงภายนอกที่โดดเด่นซึ่งประกอบเป็นรูปทรงใบเรืออันเป็นเอกลักษณ์
เมื่อ Burj Al Arab เปิดประตูต้อนรับแขกในปี 1999 โรงแรมแห่งนี้ก็ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับความหรูหรา Burj Al Arab มักถูกเรียกว่าโรงแรมระดับ 7 ดาวแห่งแรกของโลก โดยไม่ได้แค่สร้างมาตรฐานใหม่เท่านั้น แต่ยังได้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับโรงแรมอีกด้วย ด้วยบริการบัตเลอร์ส่วนตัว ตกแต่งด้วยทองคำ 24 กะรัต และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ทำให้โรงแรมแห่งนี้กลายเป็นโรงแรมยอดนิยมในหมู่ชนชั้นสูงของโลกอย่างรวดเร็ว
การตกแต่งภายในของโรงแรมก็สวยงามตระการตาไม่แพ้ภายนอก โดยได้รับการออกแบบโดย Khuan Chew โดยผสมผสานสีสันที่สดใส รายละเอียดทองคำเปลว และโมเสกอันวิจิตรบรรจงเพื่อสร้างความรู้สึกหรูหราที่ไม่มีใครเทียบได้ โรงแรมมีห้องสวีทแบบดูเพล็กซ์ 202 ห้อง แต่ละห้องมีหน้าต่างบานสูงจากพื้นจรดเพดานที่มองเห็นทิวทัศน์อ่าวอาหรับแบบพาโนรามา
นอกจากจะเป็นจุดหมายปลายทางที่หรูหราแล้ว Burj Al Arab ยังมีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับดูไบอีกด้วย โรงแรมแห่งนี้เป็นตัวแทนของความพยายามของเมืองในการก้าวข้ามขีดจำกัด คิดนอกกรอบ และสร้างสถานที่สำคัญที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม การเปิดตัวโรงแรมนี้ตรงกับช่วงเวลาที่ดูไบกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเมืองนี้ก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก
ความสำเร็จของ Burj Al Arab เป็นแรงบันดาลใจให้ดูไบสร้างโครงสร้างที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น Palm Jumeirah และ Burj Khalifa ต่อไป ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของดูไบในฐานะศูนย์กลางของนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรมและความฟุ่มเฟือยมั่นคงขึ้น ปัจจุบัน Burj Al Arab ไม่ได้เป็นเพียงโรงแรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตของดูไบในฐานะเมืองระดับโลกอีกด้วย
แม้ว่าโรงแรม Burj Al Arab จะสร้างเสร็จเมื่อสองทศวรรษก่อน แต่ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานของดูไบ โรงแรมดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนในแต่ละปี โดยหลายคนมาเพื่อถ่ายรูปกับโครงสร้างเรือใบอันเป็นสัญลักษณ์เป็นฉากหลัง โรงแรมแห่งนี้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาด โดยเป็นตัวแทนของดูไบยุคเก่าและยุคใหม่ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประเพณีและความทันสมัย
โดยพื้นฐานแล้ว Burj Al Arab ไม่ใช่แค่โรงแรม แต่เป็นผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของดูไบว่าจะกล้าหาญ สร้างสรรค์ และมองไปสู่อนาคตเสมอ